แนะนำอย่างกว้างขวางจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มส่งเสริมให้มีการนำระบบนี้มาใช้มากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจ เช่น การให้เงินสนับสนุนหรือมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่เลือกระบบ Heat Pump ในอาคารที่อยู่อาศัยหรือภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากการใช้ระบบทำความร้อนแบบดั้งเดิมที่สิ้นเปลืองพลังงาน มาเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบ Heat Pump มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ
ระบบอินเวอร์เตอร์ที่ช่วยปรับการทำงานของเครื่องให้เหมาะสมกับความต้องการพลังงานในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ อีกทั้งยังมีการออกแบบให้รองรับการทำงานในสภาพอากาศที่หลากหลาย รวมถึงพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆ ซึ่งเดิมทีเป็นข้อจำกัดของระบบ Heat Pump ในอดีต แต่ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น การใช้สารทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ทำให้ระบบสามารถทำงานได้ดีแม้ในสภาพอากาศที่หนาวจัดและยังคงให้พลังงานความร้อนได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบ Heat Pump ไม่ได้จำกัดเฉพาะในบ้านพักอาศัยเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ต้องการน้ำร้อนในกระบวนการผลิต โรงแรมที่ต้องมีระบบทำน้ำร้อนเพื่อรองรับการใช้งานของแขก หรือแม้แต่ในสระว่ายน้ำที่ต้องการรักษาอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยให้สามารถใช้พลังงานจากธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานฟอสซิล และทำให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลดลงไปอีก
ระบบ Heat Pump ยังเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
เตาผิงหรือเครื่องทำความร้อนด้วยแก๊ส เนื่องจากไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ หรือมลพิษอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในอาคาร รวมถึงยังไม่มีการเผาไหม้ที่ก่อให้เกิดเขม่าหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งช่วยให้บรรยากาศภายในอาคารสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีโรคภูมิแพ้หรือโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
อีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญคือ ระบบ Heat Pump สามารถช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้านหรืออาคารของคุณได้ เนื่องจากปัจจุบันผู้ซื้อบ้านและนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เริ่มให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์ที่ติดตั้งระบบ Heat Pump จึงมักได้รับความสนใจมากกว่าบ้านหรืออาคารที่ใช้ระบบทำความร้อนแบบดั้งเดิม เพราะผู้ซื้อทราบดีว่าพวกเขาจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ในระยะยาว และยังมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อในยุคปัจจุบัน
